เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงปลายปี นอกจากลมหนาวที่หลายคนตั้งตารอคอยแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะตามมากับฤดูหนาวก็คือสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่จะพุ่งสูงเกินค่ามาตรฐานอีกครั้ง ในทุก ๆ ปีปัญหาฝุ่น PM 2.5 กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของทุกคนทั้งในด้านสุขภาพ ด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังส่งผลต่อเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์
บทความนี้ Nestopa จะมาเล่าให้ฟังว่าฝุ่น PM 2.5 เกิดจากอะไร มีผลกระทบอย่างไรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงแนะนำแนวทางการป้องกันและรับมือที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ เพื่อให้เราสามารถเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในครั้งนี้ได้อย่างปลอดภัย
ฝุ่น PM 2.5 คืออะไร?
PM 2.5 ย่อมาจาก Particulate Matter อนุภาคฝุ่นละอองที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน (micrometres) ซึ่งเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่เมื่อมีปริมาณที่มากขึ้นจะมองเห็นเหมือนเป็นหมอกหรือควัน
PM 2.5 เป็นฝุ่นที่สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจลึกถึงปอดและกระแสเลือดได้ ดังนั้น หากสูดดมเป็นระยะเวลานาน จะกระตุ้นให้ผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจเรื้อรังมีอาการกำเริบ
ฝุ่น PM 2.5 เกิดจากอะไร?

ฝุ่น PM 2.5 ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาไหม้ ซึ่งสาเหตุและที่มาที่สำคัญของ ฝุ่น PM 2.5 เกิดจาก
-
การจราจรและยานพาหนะ โดยเฉพาะรถเก่าที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล รถยนต์เก่า รถบรรทุก และโดยสารสาธารณะ
-
การเผาขยะ เผาป่า เผาหญ้า การเผาขยะหรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่ใกล้เคียง
-
โรงงานอุตสาหกรรม การเผาไหม้เชื้อเพลิงในโรงงาน และการปล่อยมลพิษ
-
การก่อสร้างขนาดใหญ่ ที่ทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายระหว่างการทำงาน
นอกจากนี้ ปัจจัยทางภูมิอากาศ เช่น ลมสงบและอุณหภูมิต่ำ ยังส่งผลให้ฝุ่นสะสมในบรรยากาศมากขึ้น
ฝุ่น PM 2.5 ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ฝุ่น PM 2.5 มีผลต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพหลายอย่าง เช่น
ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร?
ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การบดบังทัศนวิสัยทำให้การมองเห็นลดลง และความเป็นพิษของฝุ่นในอากาศยังส่งผลทำให้ผลผลิตทางการเกษตรต่ำลง (Thailand Can, 2566)
ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร?
อันตรายจากฝุ่น PM 2.5 อาจเป็นปัจจัยที่นำไปสู่โรคเหล่านี้
โรคระบบทางเดินหายใจ
ฝุ่น PM 2.5 จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหอบหืด หลอดลมอักเสบ และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด
ฝุ่น PM 2.5 จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดและความดันโลหิตสูง
โรคผิวหนัง
ฝุ่น PM 2.5 จะทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวหนังและโรคผิวหนังอักเสบ
โรคเกี่ยวกับสมอง
ฝุ่น PM 2.5 จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดในสมอง เพราะเมื่อความดันโลหิตสูงเลือดจะมีความหนืด
ฝุ่น PM 2.5 แนวทางการป้องกัน

จากทั้งหมดนี้ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นสิ่งที่อันตรายและก่อให้เกิดผลกระทบมากมาย ดังนั้นเราจึงควรมีวิธีป้องกันเพื่อลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ต่อสุขภาพให้ตัวเองและครอบครัว
แนวทางป้องกันปัญหาฝุ่น PM 2.5 เมื่ออยู่กลางแจ้ง
1. ตรวจสอบคุณภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอ
สามารถตรวจสอบปริมาณฝุ่นและค่า PM 2.5 ได้ผ่านแอปพลิเคชันที่เชื่อถือได้อย่าง AirVisual, Air4Thai หรือ IQAir ก่อนออกจากบ้านในพื้นที่บริเวณจุดหมายที่จะไปและระหว่างการเดินทาง
โดย อากาศที่คุณภาพดีควรมีค่า AQI (Air Quality Index) ไม่เกิน 50
|
AQI
|
ความหมาย | แนวทางป้องกัน |
|---|---|---|
|
0-25
|
อากาศดีมาก | เหมาะสำหรับทำกิจกรรมกลางแจ้งและท่องเที่ยว |
| 26-50 | อากาศดี | ทำกิจกรรมและท่องเที่ยวได้ปกติ |
| 51-100 | อากาศปานกลาง | กลุ่มเสี่ยงควรหลีกเลี่ยงทำกิจกรรมกลางแจ้ง |
| 101-200 | เสี่ยงมีผลกระทบต่อสุขภาพ | หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง |
| 200+ | อันตรายเสี่ยงต่อสุขภาพ | งดทำกิจกรรมกลางแจ้ง |
2. สวมใส่หน้ากากอนามัย
หากในบริเวณนั้น ๆ มีค่า AQI เกิน 50 ขึ้นไป ควรใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกบ้าน โดยควรเลือกหน้ากากที่ได้มาตรฐานและมีความสามารถในการกรองอนุภาคฝุ่นอย่างหน้ากากชนิด N95, KF94 หรือ KN95
แนวทางป้องกันปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในบ้านและอาคาร
1. เลือกใช้เครื่องฟอกอากาศ
โดยเลือกใช้แผ่นกรองอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA (High-Efficiency Particulate Air) สำหรับดักจับฝุ่นอนุภาคขนาดเล็กมากกว่าแผ่นกรองอากาศทั่วไป และควรเปลี่ยนแผ่นกรองเป็นประจำเพื่อให้เครื่องกรองทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
2. ปิดประตูและหน้าต่างบ้านให้สนิท
เพื่อลดโอกาสที่ฝุ่นจากภายนอกจะเข้ามาภายในตัวอาคารและบ้าน
3. ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ
เช็ดถูตามจุดต่าง ๆ ภายในบ้านและอาคารด้วยผ้าชุบน้ำแทนการกวาด ซึ่งเป็นวิธีกำจัดฝุ่นและลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นที่ได้ผลดี
4. ปลูกต้นไม้เป็นรั้วป้องกันฝุ่น
เลือกปลูกต้นไม้ที่ช่วยดักจับฝุ่น PM 2.5 ภายนอกบ้าน เช่น ต้นสร้อยอินทนิล ต้นไทรเกาหลี และต้นข่อย
ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างไร?

จากรายงานของ AirVisual ระบุว่า กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่มักมีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน อันเนื่องมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง การจราจรหนาแน่น และปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ความต้องการของผู้บริโภค และแนวโน้มการพัฒนาโครงการใหม่ ๆ
1. ฝุ่น PM 2.5 ทำให้ตลาดซื้อ-เช่าที่อยู่อาศัยเปลี่ยนไปอย่างไร?
ความต้องการที่อยู่อาศัยในพื้นที่ที่มีมลพิษสูงลดลง
พื้นที่ที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูง เช่น บริเวณถนนสายหลัก แหล่งอุตสาหกรรม หรือใจกลางเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น อาจเผชิญกับภาวะซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มมองหาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพอากาศดีขึ้น ส่งผลให้ความต้องการเช่าและซื้อในพื้นที่เหล่านี้ลดลง
ความต้องการที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่สีเขียวและชานเมือง
โครงการที่อยู่อาศัย ที่ตั้งอยู่ใกล้สวนสาธารณะ ริมแม่น้ำ หรือพื้นที่สีเขียว กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพอากาศมากขึ้น นอกจากนี้ โครงการแนวราบ เช่น บ้านเดี่ยว และทาวน์โฮมในเขตชานเมือง ก็เป็นที่ต้องการสูงขึ้น เพราะสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมภายในบ้านได้ดีกว่าคอนโดมิเนียมในเมือง
2. เจ้าของโครงการอสังหาฯ ต้องรับมือกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างไร ?

ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ที่มีมลพิษสูงมีแนวโน้มลดลง
พื้นที่ที่เผชิญปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างต่อเนื่อง อาจประสบปัญหาราคาที่ดินและมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ลดลง เนื่องจากผู้ซื้อให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และมีแนวโน้มเลือกลงทุนในทำเลที่มีอากาศสะอาดกว่า
โครงการที่มีเทคโนโลยีฟอกอากาศเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น
ปัจจุบันคอนโดและบ้านที่ติดตั้งระบบกรองอากาศ เครื่องฟอกอากาศ หรือออกแบบให้มีระบบหมุนเวียนอากาศที่ดี จะได้รับความนิยมมากขึ้น โครงการที่สามารถตอบโจทย์เรื่องสุขภาพและคุณภาพอากาศได้ดี มีโอกาสปรับราคาขายให้สูงขึ้น และสามารถแข่งขันในตลาดได้ดีกว่า
การออกแบบอาคารที่ป้องกันมลพิษมากขึ้น
นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เริ่มให้ความสำคัญกับการออกแบบอาคารที่ช่วยลดผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ เช่น
-
ติดตั้งเครื่องกรองอากาศภายในโครงการ
-
ใช้วัสดุก่อสร้างที่ช่วยป้องกันฝุ่น
-
ออกแบบอาคารให้มีระบบระบายอากาศที่ดี
-
จัดพื้นที่สีเขียวในโครงการเพื่อช่วยกรองอากาศ
การเลือกทำเลที่มีคุณภาพอากาศหรือการป้องกันที่ดีกว่า
เจ้าของโครงการบางรายเลือกพัฒนาโครงการในพื้นที่ ที่มีอากาศบริสุทธิ์ขึ้น เช่น ย่านชานเมือง หรือพื้นที่ที่อยู่ติดกับแหล่งธรรมชาติ เช่น ริมแม่น้ำ หรือใกล้สวนสาธารณะ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการ
3. ผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 ต่อภาคธุรกิจและการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

การเช่าพื้นที่สำนักงานอาจได้รับผลกระทบ
หลายบริษัทและธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตพนักงาน อาจพิจารณาย้ายสำนักงานไปยังเมืองที่มีคุณภาพอากาศที่ดีกว่า หรือเลือกอาคารสำนักงานที่มีมาตรการป้องกันฝุ่นละออง เพื่อความปลอดภัยของพนักงาน
อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ในบางพื้นที่อาจมีมูลค่าลดลง
ศูนย์การค้าและร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในทำเลที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูง อาจประสบปัญหาจากผู้ใช้บริการลดลง ส่งผลให้รายได้ของธุรกิจเชิงพาณิชย์นั้นลดลงตามไปด้วย และความสามารถในการปล่อยเช่าพื้นที่ลดลง
4. มาตรการป้องกันฝุ่น PM 2.5 ในภาคอสังหาริมทรัพย์
การป้องกันฝุ่น PM 2.5 สำหรับผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯ
-
ออกแบบอาคารให้มีระบบกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง
-
ใช้วัสดุก่อสร้างที่ช่วยป้องกันฝุ่นและมลพิษ
-
จัดพื้นที่สีเขียวภายในโครงการเพื่อช่วยดูดซับมลพิษทางอากาศ
-
ติดตั้งระบบหมุนเวียนอากาศที่สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 ได้
-
ใช้สีและวัสดุป้องกันมลพิษที่สามารถลดการสะสมของฝุ่นละออง
การป้องกันฝุ่น PM 2.5 สำหรับผู้อยู่อาศัย
-
เลือกที่อยู่อาศัยที่มีระบบป้องกันฝุ่นละออง เช่น หน้าต่างกันฝุ่นและเครื่องฟอกอากาศ
-
ตรวจสอบคุณภาพอากาศของทำเลที่ตั้งก่อนตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย
-
ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศภายในบ้านที่มีแผ่นกรอง HEPA 12 ขึ้นไป
-
ปลูกต้นไม้ช่วยกรองอากาศภายในบ้านและบริเวณรอบ ๆ เพื่อลดปริมาณฝุ่นละออง
-
หลีกเลี่ยงการเปิดหน้าต่างในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง และใช้เครื่องปรับอากาศที่มีระบบกรองอากาศ
เตรียมตัวรับมือกับปัญหาฝุ่น PM 2.5
ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เราต้องเผชิญในทุกปี ส่งผลกระทบต่อทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ดังนั้น นอกจากการแก้ไขตามมาตรการของภาครัฐ เราก็ยังต้องหาวิธีรับมือกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 เองด้วย
การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐในการออกกฎหมายที่เข้มงวด การปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ ควบคุมมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม รวมถึงความตระหนักและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในสังคมทุกคน
อย่าลืมใส่ใจสิ่งแวดล้อมและบ้านที่อยู่ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของเราและคนที่เรารักนะคะ
